Introduction to
Vedic Astrology

ปรับและปูพื้นฐานโหราศาสตร์พระเวท

ศาสตร์พระเวท ใช้ระบบ Sidereal หรือนิรายนะ ซึ่งอ้างอิงจากกลุ่มดาวฤกษ์ (Star Constellation) และความเชื่อเรื่องการหมุนตัวของโลกที่ทำให้จุดเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิกับจุดเริ่มต้นดาวฤกษ์ราศีเมษเคลื่อนออกจากกันเรื่อย ๆ หรือประมาณ 1 องศาทุก ๆ 72 ปี ตามทฤษฎี Great Year และ Precession ของ Isaac Newton โดยลัคนาอยู่ในเรือนที่ 1 การทำนายยังคงใช้เฉพาะดาวในระบบสุริยะที่มองเห็นด้วยตาเปล่าเท่านั้น

‍

เมื่อดาวตกอยู่ในเรือนหรือราศีใด ศาสตร์พระเวทจะวิเคราะห์ที่มาของดาว และความแข็งแกร่งขององศาดาวนั้นเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่จะใช้ศาสตร์พระเวทในการดูตัวตนที่แท้จริงของเจ้าชะตา ในอดีตชาติหรือในจิตใต้สำนึก เนื่องจากเรือนที่ 1 ในศาสตร์พระเวทมักจะอยู่หรือใกล้เรือน 12 ของศาสตร์ตะวันตก และใช้ทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแบบลงรายละเอียด จะให้ความแม่นยำมาก

Tropical vs. Sidereal

ศาสตร์ตะวันตก

  • ใช้ระบบ Tropical หรือสายนะ ซึ่งอ้างอิงฤดูกาล
  • นับวันที่ดวงอาทิตย์ตัดกับแนวศูนย์สูตรของโลกเป็นวันเริ่มแรก
  • วันที่ 21 มีนาคม ของทุกปีจะเริ่มต้นราศีเมษ
  • ใช้ระบบคำนวณเรือนแบบ time-based เช่น Placidus จะให้ความแม่นยำสูง เพราะศาสตร์ตะวันตกไม่ให้ความสำคัญกับการตีความเจ้าเรือนมากเหมือนศาสตร์พระเวท

ศาสตร์พระเวท

  • ใช้ระบบ Sidereal หรือนิรายนะ ซึ่งอ้างอิงจากกลุ่มดาวฤกษ์ และทฤษฎี Great Year หรือ Precession
  • มีระยะห่างระหว่างจุดเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิกับจุดเริ่มต้นดาวฤกษ์ราศีเมษที่เคลื่อนออกจากกันเรื่อย ๆ หรือ 1 องศา ทุก ๆ 72 ปี
  • ณ ปัจจุบัน วันที่ 14 เมษายน จะเริ่มต้นราศีเมษ
  • ใช้ระบบคำนวณเรือนแบบ Whole Sign จะให้ความแม่นยำสูง เพราะศาสตร์พระเวทให้ความสำคัญกับการตีความเจ้าเรือนราศี
  • มีระบบอัยนางศ์ให้เลือก เพื่อระบุระยะห่างเป็นองศาชัดเจน
สรุปความแตกต่างของแต่ละศาสตร์

เปรียบเทียบศาสตร์ตะวันตก กับศาสตร์พระเวท และศาสตร์ไทย 3 ศาสตร์ที่มีการศึกษาและใช้มากในประเทศไทย

Criteria
Western Astrology
Vedic Astrology
Thai Astrology
Criteria: เริ่มต้น
Western: 0° ราศีเมษ
Vedic: 24° หลังราศีเมษ
Thai: 24° หลังราศีเมษ
Criteria: ราศีเมษ
Western: 21 มีนาคม ทุกปี
Vedic: 14 เมษายน ประมาณ
Thai: 14 เมษายน ประมาณ
Criteria: ระบบราศี
Western: Tropical ฤดูกาล
Vedic: Sidereal ดาวฤกษ์
Thai: Sidereal ดาวฤกษ์
Criteria: ระบบเรือนที่นิยม
Western: Placidus ได้ทั้ง time-based & space-based
Vedic: Whole Sign นิยม space-based
Thai: Whole Sign
Criteria: ดาวที่ใช้
Western: ทุกดวงรวมวงนอก
Vedic: 7 ไม่รวมดาววงนอก
Thai: ทุกดวงรวมวงนอก
Criteria: โฟกัส
Western: อาทิตย์ จันทร์ ลัคนา ดาว เรือน ราศี จุดคำนวณ
Vedic: จันทร์ ลัคนา ดาว เรือน ดาวเจ้าเรือน ความแข็งแรงของดาว
Thai: ลัคนา ดาว เรือน ราศี ความแข็งแรงของดาว
Criteria: จุดประสงค์
Western: รู้จักตัวตน จิตใจ
Vedic: รู้จิตวิญญาณ ทำนาย
Thai: รู้ตัวตน ทำนาย ดูฤกษ์
Criteria: จุดเด่น
Western: เน้น AC,IC,DC,MC ราหูตรงข้ามเกตุ
Vedic: ไม่เน้น IC,MC ราหูตรงข้ามเกตุ
Thai: เกตุไม่อยู่ตรงข้ามราหูเสมอไป
ที่มาที่ไปของศาสตร์พระเวท

Key Timeline ของการพัฒนาศาสตร์พระเวท ดังนี้

Period
Evolution
Period: 300-1500 ปีก่อน คศ
Evolution: เริ่มใช้ดวงจันทร์ในการวิเคราะห์ทางดาราศาสตร์
Period: 1500-800 ปีก่อน คศ
Evolution: เริ่มระบบกลุ่มดาวฤกษ์ หรือนักษัตร
Period: 800-200 ปีก่อน คศ
Evolution: มีการศึกษาและสร้างระบบ Sidereal
Period: 200 ปีก่อน คศ - ศตวรรษที่ 2
Evolution: ได้รับอิทธิพลจากศาสตร์ตะวันตก (กรีก) ในการประยุกต์ใช้ 12 ราศี
Period: ศตวรรษที่ 2-6
Evolution: มีการศึกษาและเขียนคัมภีร์โหราศาสตร์
Period: ศตวรรษที่ 6-12
Evolution: นำการคำนวณดาราศาสตร์มาหาค่าอัยนางศ์และอื่น ๆ
Period: ศตวรรษที่ 12-18
Evolution: เริ่มพัฒนาในภาคตะวันออกของโลก ในส่วนของอินเดีย โดยได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเปอร์เซีย
Period: ศตวรรษที่ 18 - ปัจจุบัน
Evolution: มีการพัฒนาก้าวหน้าของศาสตร์ ในส่วนของแบบแผนอัยนางศ์ และการเริ่มนำ Sidereal ประยุกต์ใช้ทั่วโลก
แขนงสำคัญของศาสตร์พระเวท
Muhurta (Electional Astrology)
เป็นแขนงที่ใช้ดูฤกษ์ยามโดยเฉพาะ และใช้บ่อยมากในศาสตร์พระเวท เพราะวัฒนธรรมอินเดีย ยังคงขับเคลื่อนด้วยความเชื่อในฤกษ์งามยามดี
Ayurveda Astrology
เป็นแขนงที่ศึกษาอายุรเวท มีการแบ่งกลุ่มราศีตามอายุรเวท เพื่อใช้ในการทำนายลักษณะทางกายภาพ บุคลิก โรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวข้องกับราศีนั้น ผลออกมาจะคล้ายการแบ่งกลุ่มราศีตามธาตุแต่มีความผสมผสานกว่า
KP System
พัฒนาโดยศาสตราจารย์ Krishnamurti Paddhati ถือเป็นศาสตร์พระเวทสมัยใหม่ เพราะมีการประยุกต์หลักการทางตะวันตก เช่นการใช้ระบบคำนวณเรือน Placidus แต่ยังคงความเป็นพระเวท เพราะโฟกัสที่กลุ่มดาวฤกษ์ นักษัตร มากกว่าราศี เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจเพราะถูกออกแบบให้ใช้ตอบคำถามอย่างรวดเร็ว กระชับ เช่น Yes/No

‍

และหลายศาสตร์ในโลกตะวันออก เช่นศาสตร์ไทย ก็มีการพัฒนามาจากรากฐานของศาสตร์พระเวท หรือ Sidereal

ลักษณะพิเศษของศาสตร์พระเวท
📊
Divisional Charts
มีการใช้ chart ตามจุดประสงค์หรือเฉพาะคำถาม ซึ่งรู้จักในชื่อ Divisional Charts มีจำนวนมากกว่า 16 charts ซึ่งบางดวงมีความละเอียดมาก เพราะแบ่งย่อยเป็นวินาที
⬛
การตั้งดวงไม่จำเป็นต้องใช้วงล้อจักรราศี
การขึ้นดวง ไม่จำเป็นต้องใช้วงล้อจักรราศี เพราะศาสตร์พระเวทไม่ได้ขึ้นอยู่กับราศีมากนัก อาจตั้งดวงในกรอบสี่เหลี่ยม หรือทำตารางแสดงผลการคำนวณเท่านั้น
⏱️
ระบบทศา (Dashas)
เป็นศาสตร์หลักที่มีการคำนวณทศา หรือช่วงเวลาของชีวิต โดยใช้หลักคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ และทำนายได้อย่างแม่นยำ
🕉️
จิตวิญญาณ กรรม และปรัชญาชีวิต
ศาสตร์พระเวทเน้นการวิเคราะห์จิตวิญญาณ กรรม ปรัชญาชีวิต จากดาวทั้ง 7 ส่วนราหูและเกตุ ช่วยให้ความลึกทางจิตวิทยา
🇮🇳
ความแตกต่างตามภูมิภาคอินเดีย
มักมีสไตล์การอ่านหรือเรื่องที่โฟกัสต่างกันตามภูมิภาคของอินเดีย ยกตัวอย่างเช่น ตอนใต้ของอินเดีย เน้นการดูนักษัตร ทศา และการแบ่งดวงแบบ D charts แต่ในอินเดียตอนเหนือ มักดูลัคนา การทำมุม ทศา เป็นหลัก
📜
ชื่อเรือนตามคัมภีร์
มีชื่อเรียกแต่ละเรือน ตามคัมภีร์ และบอกถึงหน้าที่ของแต่ละเรือนเป็นภาษาสันสกฤต ที่คุ้นเคยในศาสตร์ไทย เช่น ปัตนิ กรมมะ เพราะได้รับอิทธิพลมา
❌
ไม่เน้น MC / IC
ไม่เน้นการอ่าน MC, IC เพราะเส้นทั้งสองคำนวณจากพื้นฐานของระบบ Tropical 0° ราศีเมษ และการเคลื่อนของดาวอาทิตย์ตามระนาบสุริยวิถี (ทำให้เกิดฤดูกาล) ซึ่งขัดกับหลักของ Sidereal ที่อยู่บนพื้นฐานของการเคลื่อนตัวของโลกออกจากดาวฤกษ์ราศีเมษ
🌍
ไม่มีจุดคำนวณจาก Equinox
ไม่มีจุดคำนวณที่อาศัย Equinox หรือเส้นแบ่งฤดูกาล เพราะเส้นดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของการคำนวณจุดต่าง ๆ ในระบบ Tropical ไม่ใช้กับ Sidereal
🪐
ดาวเคราะห์วงนอก (Uranus, Neptune)
ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Asteroids หรือ ดาวเคราะห์วงนอก เช่น ยูเรนัส เนปจูน มากนัก ถึงแม้ปัจจุบันศาสตร์พระเวทจะเริ่มมาสนใจดาวเคราะห์วงนอก แต่การใช้ยังไม่แพร่หลาย และจุดประสงค์ของศาสตร์คือการลดตัวแปรที่ทำให้เกิดความคลุมเคลือมากที่สุด การตีความสิ่งมากมายในดวง ทำให้เสี่ยงต่อความแม่นยำ
แหล่งขึ้นดวงและปฏิทินที่ใช้

เมื่อระบบตั้งลัคนา ดาว ราศี ต่างกันระหว่างศาสตร์ตะวันตกและพระเวท การเลือกปฏิทินก็มีส่วนสำคัญ เพราะการปรับศาสตร์ ต้องปรับโหมดปฏิทินเป็น Sidereal ด้วย

‍

Reminder

Tropical ใช้ Tropical Longitudes เริ่มที่ 0° ราศีเมษ
Sidereal ใช้ Sidereal Longitudes เริ่มที่ 24° ราศีเมษ ณ ปัจจุบัน

‍

Sidereal/Vedic Ephemeris

  • ปฏิทินรุ่นเก่า : Classical Hindu Panchanga
  • ปฏิทินรุ่นใหม่ : Lahiri, Raman, Swiss (Sidereal), KP ซึ่งระบุค่าอัยนางศ์ ดาวเคลื่อนที่ถอยหลัง และองศาที่ละเอียดเป็นวินาที
astro.com
ถือเป็นต้นตำหรับการสร้าง Swiss Ephemeris ปรับโหมดเป็น Sidereal ใช้ค่าอัยนางศ์ Fagan/Bradley
astro-seek
มีการขึ้นดวงแบบ Divisional Charts ครบ และใช้ อัยนางศ์แบบลาหิรี ซึ่งได้รับความนิยมสูง แต่การตั้งดวงในเว็ปไซต์ยังคงเป็นวงล้อจักรราศี ไม่เป็นแบบสี่เหลี่ยมที่นิยมในอินเดีย
astrology-demystified.com
ใช้ Swiss Ephemeris ปรับโหมดเป็น Sidereal ใช้ค่าอัยนางศ์ Lahiri

บาง Charts ที่ไม่เป็นที่นิยมในหมู่กว้าง เช่น D900 Navamsa2 การเจาะลึกจิตวิญญาณ ไม่สามารถหาแหล่งขึ้นดวงฟรีได้ ซึ่งผู้ดูจำเป็นต้องตั้งดวงเอง หรือพึ่งผู้ที่เชี่ยวชาญมาก โดยการตั้งดวงเองนั้นอาศัยการแปรงข้อมูลจากดวงกำเนิด D1 Rasi Chart แล้วใช้การ coding เช่น Python ในการคำนวณ D900

มาตรฐานความแม่นยำในศาสตร์พระเวท
🎯

คุณภาพความแม่นยำวัดจาก

  • ความสมเหตุสมผลของทฤษฎีระบบคำนวณตั้งดวงชะตา
  • การใช้ chart หรือแขนง ที่เหมาะสมกับคำถาม สถานการณ์
  • ความแม่นยำของเวลาเกิด เพราะในหลาย charts มีการแบ่งย่อยเป็นวินาที
  • การเจอแบบแผนซ้ำกันในหลาย charts เป็นการย้ำความสม่ำเสมอ
  • ความสามารถในการวิเคราะห์และตีความดวงชะตาแบบสมเหตุสมผล (logical) โหราศาสตร์สามารถใช้ตรรกะในการอ่านดวงชะตาได้
⚠️

ความเสี่ยงต่อความไม่แม่นยำ

  • ทฤษฎีที่ใช้ในการวิเคราะห์ดวงชะตาไม่ได้อ้างอิงตามหลักดาราศาสตร์ แต่ใช้ได้ผลกับหลายกรณี เช่น Retrograde
  • การเลือกอัยนางศ์ผิด มีผลต่อการคลาดเคลื่อนของตำแหน่งดาว
  • การใช้ chart เดียว หรือการใช้ charts มากเกินไป จนสับสน
  • นักโหราศาสตร์สองคนอาจตีความดวงชะตาเดียวกันแตกต่างกันได้ เพราะการนำมุมมองส่วนบุคคล สัญชาตญาณ และความละเอียดอ่อนต่อสัญลักษณ์มาใช้ในการตีความ
ลำดับความสำคัญในศาสตร์พระเวท

Method การอ่านดวง เช่น D1 Rasi Chart มีหลายแบบ แต่สามารถดูเป็นลำดับความสำคัญ หรือเรื่องที่โฟกัสได้ตามนี้

Method
โฟกัสการอ่าน
Method: Basic
โฟกัสการอ่าน: การดูตำแหน่งลัคนา เรือนหลัก ความแข็งแกร่งของดาว
Method: Bhava
โฟกัสการอ่าน: ตำแหน่งและความแข็งแกร่งของดาวเจ้าเรือน
Method: Karaka
โฟกัสการอ่าน: ตำแหน่งและความแข็งแกร่งของดาวประจำตัว
Method: Nakshatra
โฟกัสการอ่าน: ตำแหน่งนักษัตรของลัคนาและดาวต่าง ๆ
Method: D Chart Link
โฟกัสการอ่าน: การดูร่วมกับ Divisional Charts อื่น ๆ
Method: Vargottama
โฟกัสการอ่าน: แบบแผนซ้ำกัน คือดาวอยู่ในราศีเดียวกันในหลาย charts
Method: Yogic
โฟกัสการอ่าน: ประเภทของการทำมุมของดวงดาว
Method: Dasa
โฟกัสการอ่าน: การดูอิทธิพลของดาวที่เป็นทศาในดวงกำเนิด
Method: Moon Chart
โฟกัสการอ่าน: อารมณ์ความรู้สึก สิ่งที่ผู้คนมองเห็นในเจ้าชะตา
Method: Alternate Lagnas
โฟกัสการอ่าน: การดูตัวตนโดยใช้ลัคนาแบบอื่น เช่น Karakamsha Lagna แนวโน้มจิตวิญญาณ, Arudha Lagna หน้ากากภายนอก, Bhava Lagna การเปลี่ยนตัวตนตามการโคจรของดาว
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสตร์พระเวท
⭐

ความนิยมของศาสตร์พระเวท

ศาสตร์พระเวทเป็นที่นิยมน้อยกว่าศาสตร์ตะวันตก ในอดีตอาจปฏิเสธไม่ได้ว่าศาสตร์ตะวันตกได้รับความนิยมมากกว่า ด้วยสาเหตุเช่น การประชาสัมพันธ์โดยใช้ภาษาสากล การเชื่อมโยงกับจิตวิทยามากกว่า และการทำให้ศาสตร์ดูง่ายขึ้น แต่ในปัจจุบันคนในโลกตะวันตกหันมาสนใจศาสตร์พระเวทมากขึ้น เพราะคนเริ่มค้นหาศาสตร์ที่ให้ความแม่นยำมากขึ้น คลุมเคลือน้อยลง ต้องการศึกษาศาสตร์ที่อ้างอิงทฤษฎีลึกซึ้ง หรือแม้แต่ต้องการศึกษาศาสตร์ที่ไม่ดัดแปลงไปมากจากอดีต เพื่อรักษาความดั้งเดิมเอาไว้

📚

ศาสตร์พระเวทซับซ้อนเข้าใจยาก

การเรียนศาสตร์พระเวทอาจมีข้อจำกัดในเรื่องแหล่งความรู้ ที่อาจเป็นภาษาท้องถิ่นมากกว่า มีหลักการคำนวณที่ซับซ้อน และในอดีตมีความสัมพันธ์กับศาสนามากกว่ากับจิตวิทยา จึงอาจทำให้ยากต่อการเข้าใจ แต่ถ้าผู้เรียนเริ่มเข้าใจชีวิต ต้องการศึกษาจิตวิญญาณขั้นสูง ศาสตร์พระเวทอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง ที่ทำให้เข้าถึงจุดนี้ได้ (คนส่วนใหญ่ใช้เวลาค้นหาตนเองก่อน เป็นอันดับแรก เมื่อถึงจุดหนึ่งจึงค่อยศึกษาจิตวิญญาณ เป็นอันดับต่อไป)

🌍

ศาสตร์พระเวทตั้งอยู่บนพื้นฐานของดาวฤกษ์เท่านั้น?

หลายคนสงสัยว่าศาสตร์พระเวทเป็น star & sky based เท่านั้น เพราะไม่อ้างอิงกับฤดูกาลบนโลก แต่ที่จริงยังคงเป็น earth-based เช่นกัน เพราะยังต้องใช้ระนาบสุริยวิถีในการคำนวณลัคนา ใช้การหมุนตัวของโลกในการวิเคราะห์ดวงกลางวัน กลางคืน ใช้ละติจูดโลกในการหาความเร็วของการขึ้นของแต่ละราศี เป็นต้น

🎯

ศาสตร์พระเวทตรงไปตรงมา จึงไม่ค่อยแม่น?

อย่างที่ทราบกันดีว่าศาสตร์พระเวทมีความคลุมเคลือน้อยกว่าศาสตร์ตะวันตก เพราะมีการลดปริมาณสิ่งต่าง ๆ หรือลดตัวแปรในดวงเพื่อความสะดวกในการทำนาย และมีการสนับสนุนให้หาแบบแผนซ้ำกันในหลาย charts ระบบจึงค่อนข้างตรงไปตรงมา ถ้าทายผิดก็ผิดไปเลย ส่วนใหญ่ที่ทายผิด เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์เอง เพราะดวงต่าง ๆ มีการคำนวณทางคณิตศาสตร์อยู่เบื้องหลัง โอกาสผิดพลาดจึงมีน้อย ส่วนคนที่ใช้ Hybrid หรือศาสตร์ผสม ก็ควรตระหนักว่าสิ่งใดที่ผสมได้ หรือไม่ได้ เพราะถ้าผสมผิดพลาด การอ่านจะคลุมเคลือ ไม่กระจ่าง

ศาสตร์พระเวท ไม่จำเป็นต้องมู

ศาสตร์พระเวท ไม่ได้มีเพียงเรื่องการทำนายดวงชะตา แต่มีรากฐานจากดาราศาสตร์ และระบบคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการสร้างโครงสร้างดวงชะตา ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในกฎเกณฑ์ของระบบ ไม่ใช่เพียงการจดจำความหมายของดาว หรือการตีความตามความเชื่อ

‍

การศึกษาโหราศาสตร์พระเวทอย่างจริงจัง จึงไม่จำเป็นต้องผูกติดกับการมูหรือพิธีกรรมทางความเชื่อ เพราะเราสามารถศึกษาหลักการทางดาราศาสตร์ วิธีคำนวณ และกลไกของระบบได้ โดยไม่จำเป็นต้องยึดถือความเชื่อหรือปฏิบัติตามพิธีกรรมใด ๆ

‍

การศึกษาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง กับการมีความเชื่อในศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ต้นเหตุความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสตร์พระเวท
◆ ต้นเหตุหลัก

คนรับรู้โหราศาสตร์ผ่านผลลัพธ์ มากกว่ากระบวนการเบื้องหลัง

คนส่วนใหญ่เข้าหาโหราศาสตร์เพื่อรับคำทำนาย หรือหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต จึงมักสนใจว่า อ่านดวงแล้วได้คำตอบอะไร มากกว่าว่าตำแหน่งดาวคำนวณอย่างไร หรือการวิเคราะห์นั้นตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์อะไร

◆ ผลที่ตามมา

โหราศาสตร์จึงถูกเชื่อมโยงกับความเชื่อ และการมู

เมื่อความสนใจอยู่ที่คำทำนายและคำตอบที่ได้รับ ระบบคำนวณทางคณิตศาสตร์ หลักการทางดาราศาสตร์ และเทคนิคการวิเคราะห์ ที่ใช้สร้างคำทำนาย จึงมักถูกมองข้าม

Jyotisa Layers

ศาสตร์พระเวท เชื่อมโยงกับศาสนาฮินดู แต่ความสัมพันธ์มีหลายชั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการมู

01 พิธีกรรมพระเวท Vedic Ritual

ระบบพระเวทมีหน้าที่ช่วย คำนวณเวลาให้เหมาะสมสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา

02 โหราศาสตร์พยากรณ์ Horoscopic Astrology

การคำนวณดวงชะตาและตีความตำแหน่งดาว ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นระบบที่ซับซ้อนในอินเดีย โดยใช้ หลักการดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน อยู่เบื้องหลังดวงชะตา

03 พิธีกรรมเกี่ยวกับดาวเคราะห์ Planetary Propitiation

การบูชา สวดมนตร์ หรือ พิธีบรรเทาผลร้ายของดาวเคราะห์

ทั้งสามด้านมีความเกี่ยวข้องกันทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เหมือนกันทั้งหมด

‍

แม้โหราศาสตร์พระเวทจะมีความเชื่อมโยงกับศาสนาฮินดูและพิธีกรรมทางศาสนามาอย่างยาวนาน แต่การศึกษาศาสตร์นี้ ไม่จำเป็นต้องยึดถือความเชื่อหรือปฏิบัติตามพิธีกรรมต่าง ๆ เราสามารถศึกษารากฐานทางประวัติศาสตร์ หลักการคำนวณ และเทคนิคการวิเคราะห์ของศาสตร์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีศรัทธาทางศาสนา หรือประกอบพิธีกรรมเพื่อเสริมดวงและบรรเทาผลร้ายของดาวเคราะห์ เพราะการทำความเข้าใจองค์ความรู้ กับการยอมรับความเชื่อและการปฏิบัติตามประเพณี เป็นคนละเรื่องกัน

‍

ศาสตร์พระเวท ไม่จำเป็นต้องมู การศึกษา ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความเชื่อ

>> BACK