
เรือนที่ไม่มีดาวอยู่ หมายถึงเรื่องนั้นในชีวิตต้องยากหรือแย่แน่เลย
การมีเรือนเปล่า โดยที่ไม่มีดาวใดอยู่ เป็นเรื่องปกติทางโหราศาสตร์ เพราะดาวเคราะห์มีน้อยกว่าจำนวนเรือน จึงไม่น่าตกใจ การที่ไม่มีดาวอยู่ในเรือนนั้น ๆ ช่วยให้เจ้าชะตาไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรือนนั้น เช่น ไม่มีดาวในเรือน 5 เจ้าชะตาอาจเลือกที่จะไม่มีบุตร หรือเจ้าชะตามีลูกที่เชื่อฟัง ไม่เกเร จึงไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงบุตร ในลักษณะนี้ จึงดูเจ้าเรือนเปล่าว่าไปตกอยู่เรือนใด เพื่อดูสาเหตุที่เจ้าชะตาไม่มีปัญหาในเรื่องดังกล่าว เช่นถ้าดาวเจ้าเรือนไปอยู่เรือน 12 เจ้าชะตาอยากหาความสงบ ไม่อยากมีภาระ
มีดาวเสาร์อยู่เรือนที่ 7 หรือ Saturn Return เรือน 7 หมายถึงได้คู่แก่ หรือต้องหย่าร้าง
ดาวเสาร์อยู่เรือน 7 ในดวงเกิด ไม่จำเป็นต้องได้คู่แก่ หรือต้องหย่า ดาวเสาร์อาจจะให้คู่ที่มีความแตกต่างทางอายุ ความคิด ประมาณ 7 ปีหรือมากกว่านั้น เด็กหรือแก่กว่าก็ได้ ต้องดูว่าเจ้าเรือน 7 คือดาวอะไร อีกความหมายหนึ่ง คือการที่เจ้าชะตามักจะใช้เวลาศึกษาดูใจแฟนของตนนาน จนกว่าจะตัดสินใจ
เวลาดาวเสาร์โคจรมาทับดาวเสาร์ในเรือนเกิด เป็นช่วงเวลาที่ดีในการทบทวนความสัมพันธ์ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ จึงมีหลายคู่ที่เลิกรากันในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าไปต่อและไม่มีพฤติกรรมบ่งบอกว่่าเป็น toxic relationship ก็จะสามารถอยู่ด้วยกันได้อีกนาน ส่วนบางคู่ที่ต้องการไปต่อแบบยื้อไปเรื่อย ๆ พฤติกรรม ความรู้สึก และดวงดาวจะส่งผลให้มีการเลิกราไปเองในอนาคต
มีดาวอังคารในเรือน 8 ต้องเจออุบัติเหตุหรือจบชีวิตไม่คาดฝัน
ดาวอังคารในเรือนที่ 8 ไม่ได้หมายความว่า เจ้าชะตาจะต้องประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝันจนถึงเสียชีวิต ต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง
โหราศาสตร์ใช้ทำนายเหตุการณ์เฉพาะในอนาคตได้แบบตาเห็น
การทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแบบเฉพาะเจาะจง ล่วงหน้านาน เช่นสึนามิ หรือภัยธรรมชาติแปลก ๆ นั้น ไม่สามารถทำได้โดยง่ายทางโหราศาสตร์ หรือแม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากผู้ทำนายต้องเข้าดู chart และการโคจรของดาว แบบลงรายละเอียดเจาะจงในแต่ละพื้นที่ของโลก องศาเทียบองศา ซึ่งใช้เวลานาน
เพราะฉะนั้นการทำนายจึงเป็นการตีความโดยกว้าง ๆ เช่นการที่ดาวพฤหัสโคจรในราศีพฤษภ อาจจะสัมพันธ์กับเรื่องเงินตรา สินทรัพย์ ทองคำ หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับราศีนั้น ซึ่งบางอย่างที่ทำนายอาจจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ คำทำนายที่เกิดขึ้นจริง มักจะทำให้คนเชื่อในผู้ทำนายมากขึ้น แต่ควรจะเชื่อคำทำนายที่มีการอธิบายทางโหราศาสตร์ทุก ๆ ครั้ง มากกว่าการปักใจเชื่อเพราะผู้นั้นเคยทำนายถูกมาแล้วหลายครั้ง
โหราศาสตร์ใช้ใบ้ตัวเลขได้
โหราศาสตร์ถึงแม้จะใช้ในการทำนายเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแพร่หลาย แต่ไม่สามารถใช้สำหรับการทำนายความบังเอิญเช่นการใบ้ตัวเลขเพื่อการเสี่ยงโชค
โหราศาสตร์สามารถใช้เป็นคำแนะนำได้ว่าช่วงเวลาใดเหมาะกับการเสี่ยงโชคและได้ผลตอบแทน ช่วงเวลาใดควรลดความเสี่ยง หรือพื้นฐานดวงชะตาที่สามารถเสี่ยงโชคได้
การใบ้ตัวเลข อาจต้องศึกษาศาสตร์อื่นเช่น ศาสตร์ของตัวเลข หรือ Numerology แต่ก็ไม่สามารถประกันได้ว่าตัวเลขที่ใบ้ถูกต้องตลอดหรือไม่
ดวงดาวเดินถอยหลังได้
Planet Retrograde Motion หรือแปลเป็นไทยว่า การเคลื่อนถอยหลังของดาวเคราะห์ เป็นเพียงการมองเห็นจากโลก ว่าดาวเคราะห์อื่นเดินถอยหลัง ดูเหมือนหยุดอยู่เป็นเวลาสั้น ๆ แล้วจึงเคลื่อนที่ย้อนทิศทางในบางช่วงเวลา ในความเป็นจริงแล้วนั้น ดาวต่าง ๆ ไม่สามารถเดินถอยหลังได้ ดาวเคราะห์เหล่านี้โคจรไปในทิศทางเดียวกันโดยตลอด ตามข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
ในอดีตหรือแม้แต่ปัจจุบัน โดยเฉพาะโหราศาสตร์พระเวท ใช้การเดินถอยหลังของดวงดาวในการทำนาย หมายถึงการหยุดเดินหน้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิต หรือความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น แต่ส่วนตัวแล้วนั้น จะยึดเรื่อง Planet Maturity ความแข็งแรงของดาวในดวงชะตา และดูปัจจัยอื่น เช่นองศาของดาวในช่วงนั้น และการทำมุมของดาว ในการทำนายมากกว่า
Vertex อยู่ในเรือนต่าง ๆ 1-12
Vertex เป็นจุดที่มักอยู่ทางซีกขวาของดวง อยู่ไม่ไกลจากเส้น DC (ตามปกติจะไม่ไกลไปกว่า 3 เรือน ไม่ว่าจะระบบ Whole Sign หรือ Placidus) ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างเส้นสุริยวิถีและเส้นตั้งฉากหลัก ในทางโหราศาสตร์ Vertex ถือเป็นจุดกำเนิดเสริม ส่วนจุด Anti-Vertex จะอยู่ตรงข้ามกับจุด Vertex
เคยอธิบายใน Post ก่อนหน้านี้แล้วว่า Vertex ในทางโหราศาสตร์ มักใช้ในการทำนายสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เจ้าชะตาไม่สามารถควบคุมได้ เพราะอยู่ทางขวาของดวงชะตา ส่วนใหญ่ในเรือน 5-8 และน้อยคนในเรือน 4,9 มักมาจากปัจจัยภายนอกเช่นผู้อื่น งาน สังคม เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะด้วยการอธิบายข้างต้นตามหลักดาราศาสตร์ หรือทางโหราศาสตร์ จึงยืนยันได้ว่า เราจะไม่พบ Vertex ในเรือน 1-3, 10-12 แต่จะพบจุด Anti-Vertex หรือที่เรียกว่า East Point นั่นเอง
ลัคนาของแต่ละวันเริ่มที่ราศีเมษ
ลัคนาของแต่ละวัน ไม่จำเป็นจะต้องเริ่มนับจากราศีเมษเสมอไป โดยการคำนวณลัคนาของแต่ละวันขึ้นอยู่กับสถานที่ (ละติจูด ลองจิจูด) เวลานั้นของปี และการเอียงของโลก ซึ่งคำนวณเองค่อนข้างยาก จึงควรใช้เว็ปไซต์บริการตั้งดวงหาตำแหน่งลัคนา
แล้วทำไมคนถึงคิดว่าลัคนาเริ่มที่ราศีเมษ? อาจเป็นเพราะว่าโหราศาสตร์ดั้งเดิมบางสำนัก ใช้ ระบบ Whole Sign และใช้ ราศีเมษ เป็นจุดตั้งต้นของจักรราศีในเชิงสัญลักษณ์ หรือบางทีคนส่วนใหญ่สับสนว่าระบบ Tropical เริ่มนับทุกวันที่ราศีเมษ แต่จริงแล้ว ระบบ Tropical เริ่มนับปีละครั้ง ไม่ใช่วันละครั้ง
เรือน 10 บอกอาชีพของเจ้าชะตา
การใบ้อาชีพนั้นต้องดูหลายองค์ประกอบในดวงชะตา เช่นดาวที่เด่นในดวง เรือน 2 ซึ่งหมายถึงวิธีการสร้างรายได้ ดาวเจ้าเรือนของเรือน 10 ดาวเจ้าเรือนของเรือน 2 เป็นต้น
โหราศาสตร์ใช้ทำนายฝันได้
โหราศาสตร์ที่จริงแล้วไม่สามารถทำนายสิ่งที่อยู่ในฝันได้ แต่สามารถใช้ในการตีความอารมณ์ความรู้สึก ช่วยในการอธิบายฝันนั้นในทางจิตวิทยา แต่ไม่สามารถบอกเจาะจงได้ว่าฝันจะกลายเป็นจริงเมื่อไร อย่างไร สามารถดูรายละเอียดจากการโคจร
โหราศาสตร์มักให้บูชาสิ่งต่าง ๆ
ตามที่กล่าวในโพสต์ก่อน ๆ ว่าโหราศาสตร์ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพียงแต่จุดประสงค์ทางจิตวิญญาณคือต้องการให้คนหลุดพ้นเหมือนกัน โหราศาสตร์ไม่มีสิ่งให้บูชา ไม่มีหลักที่ว่าเมื่อบูชาสิ่งใดแล้ว จะแก้ไขเหตุการณ์แย่นั้นให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นแค่ทางเลือกของกลุ่มคนที่เชื่อ จุดประสงค์ของโหราศาสตร์คือการให้ความรู้ การชี้แนะแนวทาง และการเดินตามครรลองของชีวิต มากกว่าการอุทิศตน เงิน หรือสิ่งของเพื่อสิ่งต่าง ๆ บนท้องฟ้า
ดาวโคจรเข้าราศีใด ราศีนั้นได้อิทธิพลเท่านั้น
เมื่อดาวโคจรไปในราศีใดราศีหนึ่ง แน่นอนว่าราศีนั้นจะได้รับอิทธิพลโดยตรง แต่ในโหราศาสตร์ ราศีอื่นที่อยู่ใน modality เดียวกัน มักจะได้รับอิทธิพลทางอ้อมไปด้วย เนื่องจากการทำมุม ฉาก เล็ง ของดาวโคจรกับราศีเหล่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น ดาวเสาร์โคจรในราศีมีน ราศีมิถุน กันย์ และธนู จะได้รับอิทธิพลทางอ้อมของดาวเสาร์ด้วย ทำให้ช่วงดังกล่าว มีความล่าช้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของชีวิตอย่างมาก เพราะราศีเหล่านี้อยู่ในหมวดเดียวกัน (Mutable Signs) ซึ่งทำมุมฉาก และ เล็ง กับดาวเสาร์ที่โคจรในราศีมีน
ราศีเมษตอบสนองเร็วที่สุด ราศีพฤษภตอบสนองช้าสุด
การแสดงออกของแต่ละราศีอาจมีท่วงทำนองแตกต่างกัน แต่การจะสรุปว่าราศีไหนมีปฏิกิริยาการแสดงออกช้าเร็ว ไม่สามารถดูได้ที่ราศีอย่างเดียว ควรใช้การทำมุมของดาวในดวงเกิด หรือการโคจรของดาว เช่น ดาวเสาร์ เป็นบททดสอบการตอบสนองของแต่ละราศีเมื่อเจออุปสรรค ความล่าช้า
ในช่วงที่ดาวเสาร์เปลี่ยนราศี ควรสังเกตปฏิกิริยาการแสดงออกในด้านใดด้านหนึ่งของชีวิต ว่ารวดเร็วขึ้นหรือไม่
Stellium คือดาวกระจุกในราศีหรือเรือนหนึ่งเท่านั้น
Stellium หรือการที่ดาวกระจุกตัวเป็น cluster ทำให้เกิดการกระจุกตัวของพลังอิทธิพล ไม่ได้เจาะจงว่าอยู่ในเรือน หรือ ราศีหนึ่งเท่านั้น ในโหราศาสตร์มีนิยามการกระจุกตัวในหลาย ๆ แบบ อาทิเช่น
จุดคำนวณพวก Lots ความหมายต่างกันที่องศา
จุดคำนวณทางโหราศาสตร์ เช่น Part of Fortune ที่อยู่ในดวงชะตาของแต่ละคน มีองศาที่แตกต่างกันไป แต่การตีความไม่จำเป็นต้องลงลึกไปถึงองศาที่จุดคำนวณนั้นอยู่ ถ้าจุดนั้นไม่ได้ทำมุมสำคัญกับดาวอื่น ๆ ในดวงเกิดหรือดวงโคจร หรือไม่ได้เป็น Critical Degree ในราศีนั้น
ยกตัวอย่างเช่น POF อยู่ในราศีเมษ 2 ° จะมีความหมายคล้ายกับ POF ราศีเมษ 10° เพราะอิทธิพลรวมของราศีเดียวกัน แต่ถ้ามีดาวอยู่ใกล้หรือเล็งที่ 2° ความหมายจะแตกต่างไปตามดาวที่ทำมุมด้วย
นักโหราศาสตร์มืออาชีพจะแยกออกว่าสิ่งไหนที่ควรลงรายละเอียด และสิ่งไหนที่ไม่จำเป็นที่ต้องเสียเวลาตีความ
นักโหราศาสตร์ตีความทุกอย่างในท้องฟ้า
นักโหราศาสตร์ไม่จำเป็นต้องตีความทุกสิ่งทุกอย่างบนท้องฟ้า หรือลงรายละเอียดแม้กระทั่งองศาของสิ่งเล็กน้อย การกระทำดังกล่าวมักทำให้เสียเวลาและหลงลืมสิ่งที่ควรเป็น priority ของการทำนาย
ความละเอียดของการทำนาย ขึ้นอยู่กับว่า
ยกตัวอย่างเช่น พวก Asteroids ที่มีขนาดเล็กมาก ไม่จำเป็นต้องโฟกัสในการทำนายมากนัก
เส้นที่เห็นบนโหราศาสตร์แผนที่เป็นจุด
หลายคนคิดว่าเส้นบนแผนที่ Astrocartography คือ เส้นพลังงานของดาว ที่พาดผ่านโลก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เส้นอย่างที่เห็น แต่เป็นจุดพิกัดหลายร้อยถึงหลายพันจุดบนโลกที่ถูกคำนวณและเชื่อมเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงว่าที่ไหนดาวดวงนั้นอยู่ในตำแหน่งมุมสำคัญ ของท้องฟ้า (angular prominance) เช่น จุดที่ดาวกำลังขึ้น ตก สูงสุด หรือต่ำสุด
ตัวอย่างจากระบบคำนวณ
for lat in latitudes:
planet_lines["MC"].append((lat, mc_lon))
planet_lines["IC"].append((lat, ic_lon))
เส้น AC/DC ในศาสตร์แผนที่คือเส้นเดียวกัน
ในโหราศาสตร์แผนที่ เส้นหรือพิกัดจุด AC และ DC จริง ๆ แล้ว เป็นแกนเดียวกัน ไม่ใช่คนละเส้นคนละระบบ ทั้งสอง คือ เส้นเดียวกันที่คนละด้านของโลก อยู่บนวงกลมเดียวกันของ Horizon Axis
เช่นเดียวกันกับเส้น IC, MC ทั้งสองคือ เส้นเดียวกันในแนวตั้งของท้องฟ้า แต่คนละฝั่ง อยู่บนวงกลมเดียวกันของ Meridian Axis ถึงแม้ในเชิงเรขาคณิตจะเป็นแกนเดียวกัน แต่ในเชิงความหมายในโหราศาสตร์ การตีความมักต่างกัน
โลกหมุนจากตะวันตก ไป ตะวันออก
คนมักเข้าใจผิดว่าท้องฟ้า หรือดวงอาทิตย์เคลื่อนจากตะวันออกไปตะวันตก จนสรุปว่าโลกหมุนจากตะวันออกไปตะวันตก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น
ในความเป็นจริง โลกหมุนจาก “ทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก” ทั้งการหมุนรอบตัวเอง (Rotation) และการโคจรรอบดวงอาทิตย์ (Revolution) หมายความว่า พื้นผิวโลกกำลังหมุนพาแต่ละจุดเคลื่อนจาก ด้านกลางคืน --> ด้านกลางวัน ของโลก ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เราไม่ได้อยู่ในกลางวันแล้วค่อยเข้าสู่กลางคืน แต่โลกหมุนพาแต่ละพื้นที่จากกลางคืนเข้าสู่กลางวันเสมอ
ราหูโคจรย้อนราศีเสมอ
ราหู (North Node) ในโหราศาสตร์ โคจรย้อนราศีเสมอ เพราะไม่ได้เป็นดาวเคราะห์ แต่เป็นจุดคำนวณ ของการตัดกันระหว่างวงโคจรดวงจันทร์กับสุริยวิถี
ยกตัวอย่าง
ราหูจะค่อย ๆ เคลื่อนจาก 29° → 28° หรือพูดอีกแบบคือ ราหูเคลื่อนถอยหลังผ่านราศี ตลอดเวลา
สาเหตุคือ วงโคจรของดวงจันทร์ไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกับการโคจรของโลก แต่เอียงเล็กน้อย ดังนั้นจุดที่วงโคจรทั้งสองตัดกัน (เรียกว่า nodes) จะไม่อยู่กับที่ เมื่อโลกและดวงจันทร์เคลื่อนต่อเนื่อง จุดตัดนี้จึงค่อย ๆ เลื่อนย้อนกลับ เมื่อเทียบกับจักรราศี ทำให้ดูเหมือน nodes เคลื่อนถอยหลังตลอดเวลา
เป็นเรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่บนโลกจะไม่มี Alcocoden
Alcocoden เป็นตัวแทนอายุชีวิตเชิงสัญลักษณ์ ในระบบโหราศาสตร์ดั้งเดิม และไม่ได้มีอยู่ในทุกดวงโดยอัตโนมัติ เพราะต้องผ่านเงื่อนไขหลายชั้นก่อน จึงจะถูกกำหนดได้ เพราะฉะนั้น Alcocoden เป็นผลลัพธ์จากการคัดเลือกตามเงื่อนไข ไม่ใช่ตำแหน่งที่ fix อยู่แล้วในดวง
ในกรณีที่ไม่สามารถหา Alcocoden ได้ ไม่ได้ถือว่าเป็น error หรือช่องว่าง แต่เป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติของเงื่อนไขที่ไม่ครบ ระบบจะไม่บังคับเลือกตัวแทน และจะย้อนกลับไปอ่านพลังของ Hyleg (จุดหลักของชีวิต) โดยตรง รวมถึงบริบทของดาวและโครงสร้างรอบ ๆ ดวงแทน