
01 - House & Sign Interceptions
การที่ใช้ระบบคำนวณแบบ time-based หรือที่ใช้เวลาและสถานที่เกิดในการคำนวณตั้งดวง เช่นระบบ Placidus มักมีปัญหา 1 เรือนมีหลายราศี หรือ 1 ราศีมีหลายเรือน
ที่แปลกที่สุดคือการมีมากกว่า 3 ราศีใน 1 เรือน หรือ มากกว่า 3 เรือนใน 1 ราศี ซึ่งพบเฉพาะในผู้ที่เกิดในละติจูดสูงมาก ใกล้ขั้วโลก และเกิดในช่วงที่กลางวันและกลางคืนมีระยะแตกต่างกันมาก เช่นกลางฤดูหนาว ร้อน
การอ่านจะมีความยาก แต่สามารถปรับระบบการตั้งดวงเป็นแบบ space-based เช่น Whole Sign หรือใช้ระบบ time-based อื่นเช่น Koch System ที่ทำให้แต่ละเรือนเหมือนถูกแบ่งเฉลี่ยเท่ากัน
Vertex (Vx) เป็นจุดที่มักอยู่ทางซีกขวาของดวง อยู่ไม่ไกลจากเส้น DC (ตามปกติจะไม่ไกลไปกว่า 3 เรือน ไม่ว่าจะระบบ Whole Sign หรือ Placidus) ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างเส้นสุริยวิถีและเส้นตั้งฉากหลัก ในทางโหราศาสตร์ Vertex ถือเป็นจุดกำเนิดเสริม
ในดวงชะตาส่วนใหญ่จะพบ Vertex ในเรือน 5-8 และน้อยคนในเรือน 4,9 ซึ่งมักพบในผู้ที่เกิดในละติจูดสูงมาก
แต่ผู้ที่เกิดในละติจูดต่ำ เช่นใกล้เส้นศูนย์สูตร ก็สามารถมี Vertex ในเรือน 4,9 ได้เช่นกัน ซึ่งสาเหตุของระยะห่างระหว่างขอบฟ้าตรงข้าม (DC) และจุด Vertex ที่ไกลแบบนี้ ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด
ดาวเคราะห์น้อยทั้งสอง มีวงโคจรที่อิสระ แตกต่างจากดาวเคราะห์ทั่วไป จึงอยู่ในราศีแต่ละราศีเป็นเวลาไม่เท่ากัน
ดาวพลูโตใช้เวลาอยู่ในราศีพิจิกสั้นสุด ที่ 11.5 ปี
ดาวไคร่อนใช้เวลาอยู่ในราศีตุลย์สั้นสุด ที่ 1.5-2 ปี
เพราะฉะนั้นเราจึงเห็น จำนวนประชากรที่มีดาวพลูโตในราศีพิจิก และดาวไคร่อนในราศีตุลย์ น้อยกว่ากลุ่มอื่น
หมายถึงการที่ดาวเสาร์และดาวพฤหัส โคจรมาอยู่ใกล้กัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย หรือทุก 20 ปี
ในทางโหราศาสตร์ การที่ดาวทั้งสองอยู่ใกล้กันนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคม โดยการปรับโครงสร้างสังคมให้เป็นระเบียบแบบแผนมากขึ้น
ในทางส่วนตัวหมายถึงช่วงเวลาแห่งการเติบโต การพัฒนาตัวตน สติปัญญา ที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง
หมายถึงการที่ดาวตั้งแต่ 2 ดวงขึ้นไปโคจรอยู่ในตำแหน่งใกล้กันในดวงชะตา มีชื่อเรียกแตกต่างกัน บางทีเรียกว่า Triple Conjunction สำหรับการกุมกันระหว่างดาว 3 ดวง หรือบางทีเรียกว่า Planetary Parade สำหรับมหกรรมการกุมของดาวมากกว่า 3 ดวงขึ้นไป
การที่ดาวเรียงตัวอยู่ในราศีหรือเรือนเดียวกัน มักทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญ เนื่องจากดาวส่งพลังโฟกัสไปที่เรือนราศีหนึ่ง
แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีข้อพิสูจน์เรื่องอิทธิพล เนื่องจากการเรียงตัวกัน เป็นการสังเกตจากมุมโลกเท่านั้น ซึ่งดาวต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ในระนาบวงโคจรเดียวกัน
การเกิด Full Moons เป็นเรื่องปกติทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ โดย 25% ของ Full Moons จะเป็น Supermoons หรือดาวจันทร์มีขนาดใหญ่ ใกล้โลกมากที่สุด แต่แค่ 6% จะเป็น Blue Moons ตามข้อมูลของ NASA
ระยะเวลาระหว่างการเกิด Super Blue Moons นั้นไม่แน่นอน โดยอาจนานถึง 20 ปี แต่โดยทั่วไปแล้ว โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10 ปี
Super Blue Moons มักเกิดก่อนช่วง Solstice และ Equinox 1 เดือน จึงมักตีความทางโหราศาสตร์เกี่ยวกับการตื่นของจิตวิญญาณ
หมายถึงการทำมุมของดาวในดวงชะตา ที่ไม่ค่อยเหมือนการทำมุมทั่วไป เช่นการมี Grand Trines เยอะในดวง หรือรูปแบบอื่น เช่น เป็นรูปดาว คล้ายเครื่องหมาย Star of David
ซึ่งการทำมุมเหล่านี้ เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล ตามการโคจรของดวงดาวในช่วงเกิด หรือช่วงหนึ่งของชีวิต (Transit Chart)
อิทธิพลจะดีมากเมื่อเป็นการกุมและโยกระหว่างดาวที่เป็นมิตรต่อกัน
ในโหราศาสตร์ดั้งเดิม มีการให้ความสำคัญในการทำนายโดยใช้ 4 ดาวฤกษ์หลักที่ส่องแสงสว่างมากที่สุดในท้องฟ้า เรียกว่า Archangel stars ซึ่งได้แก่ Aldebaran (Michael), Regulus (Raphael), Antares (Uriel) และ Fomalhaut (Gabriel)
การที่มีดาวเคราะห์หรือเส้นหลักในชีวิต กุมดาวฤกษ์เหล่านี้ไม่เกิน 3° จะให้อิทธิพลมาก ทั้งดีและร้ายในชีวิต
อิทธิพลดีคือให้ความมีชื่อเสียงโด่งดัง Fame & Fortune ดังเป็นพลุแตก ส่วนอิทธิพลร้ายมักเกี่ยวกับอุบัติเหตุไม่คาดฝัน การสูญเสียรวดเร็ว ส่วนใหญ่มักพบในดวงชะตาของ Celebrities
ผู้ที่เกิดวันที่ 1 มกราคมของทุกปี มักจะเสี่ยงต่อการไม่มี หรือมี 1-2 Solar Returns ตามปฏิทินของปีนั้น เนื่องจากวงโคจรของโลกที่แตกต่างกันแต่ละปี (365 วัน หรือ 365 ¼ วัน)
เวลาที่ดวงอาทิตย์กลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม ขึ้นอยู่กับสถานที่ของเจ้าชะตาด้วย เพราะระบบคำนวณดวงชะตาอาศัยละติจูดและลองจิจูดสำหรับแบ่งองศาของเรือน
ในกรณีนี้ บางทีอาจต้องดู Solar Return 1-2 วันก่อนหน้าวันเกิด ในทางโหราศาสตร์ อาจเกิด Solar Return Effect ก่อนได้ถึง 3 เดือนล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน