Is 12-Sign
Zodiacal Division
Essential?

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องแบ่งดวงออกเป็น 12 ราศี
เหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องแบ่งดวงออกเป็น 12 ราศี

การแบ่งดวงชะตาออกเป็น 12 ราศี เริ่มมาตั้งแต่สมัยโบราณ (ตั้งแต่สมัยบาบิโลเนี่ยน) และยังคงได้รับการยอมรับและนิยมใช้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ข้อถกเถียงทางโหราศาสตร์ว่า 12 ราศีเป็นการแบ่งที่ไม่ให้รายละเอียดเชิงลึกมากนัก จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องแบ่งดวงออกเป็น 12 ราศีเท่านั้น

จากการศึกษาและประสบการณ์ สามารถตอบได้คร่าว ๆ ว่าการแบ่งดวงออกเป็น 12 ราศี ไม่จำเป็นมากนัก เพราะเหตุผลเหล่านี้

ในหลายศาสตร์ มีการแบ่งดวงย่อยกว่าราศี และให้แต่ละดาวในระบบสุริยะเป็นผู้ปกครองส่วนที่แบ่งนั้น ทำให้ทราบอิทธิพลของดาวเจ้าเรือน เช่นการแบ่งย่อยแบบนักษัตร, Decanates

ในการตีความ ราศี สำคัญเป็นอันดับ 3 รองจากดาวและเรือน เพราะทราบกันดีว่าดาวต่าง ๆ ให้อิทธิพลโดยตรงกับดวงชะตา ราศีเป็นเพียงการใบ้ว่าเจ้าชะตาจะใช้พลังงานนั้นอย่างไร

มีการเสนอราศีที่ 13 เมื่อไม่นานมานี้ คือ Ophiuchus สำหรับผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 17 ธันวาคม โดยเชื่อว่าสมัยโบราณค้นพบแต่ไม่ได้เพิ่มลงไปในการทำนาย

มีแนวคิดอิสระในการแบ่งดวงออกเป็นส่วนอื่น ที่ไม่ใช่ 12 ราศีอีกต่อไป

ราศีที่ 13 Ophiuchus

ตามที่ NASA ระบุ จริงๆ แล้วโลกโคจรผ่าน 13 ราศี รวมถึงราศี Ophiuchus หรือคนแบกงู แต่เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน ชาวบาบิโลเนี่ยน ตัดสินใจว่าเลข 12 นั้นดูสมเหตุสมผลกว่า 13 จึงได้ตัดราศีที่ 13 ออกไป และแบ่งราศีออกเป็น 12 ส่วนตาม 12 เดือนในปฏิทิน

Ophiuchus เป็นราศีสำหรับผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 17 ธันวาคม ซึ่งราศีนี้เป็นสัญลักษณ์ของการรักษา การแพทย์

นักดาราศาสตร์และโหราศาสตร์บางท่านยังคิดว่าควรจะแบ่งเป็น 14 ราศีด้วยการเพิ่มราศี Cetus เข้าไป

แนวคิดอิสระในการแบ่งดวงชะตา

แบ่งออกเป็น 7 ส่วน โดยมีรูปแบบการทำมุม 3 อย่างคือ Septiles, Biseptiles, Triseptiles

กลับไปใช้แบบดั้งเดิม แบบ Decanates ที่แบ่งออกเป็น 36 ส่วน จะได้คลอบคลุมราศีที่เพิ่มมาใหม่ แบบฮินดูที่แบ่งออกเป็น 27 นักษัตร หรือแบบ Dodecatemoria ที่แบ่งออกเป็น 144 ส่วน

9th Harmonic คือการแบ่งออกเป็น 108 ส่วน ราศีละ 9 ส่วน  

เหตุผลที่ยังคงใช้ 12 ราศี
ความนิยมและความเคยชิน เพราะการที่จะเพิ่มหรือลดราศี ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่นระบบโครงสร้างปฏิทิน
หยุดข้อถกเถียงไม่สิ้นสุด เพราะนักดาราศาสตร์หรือโหราศาสตร์มักมีความคิดที่ไม่ไปทางเดียวกันเสมอไป หลายคนคิดว่าการเพิ่มราศีที่ 13 ไม่จำเป็น เพราะ Ophiuchus กับ Scorpius อยู่ในกลุ่มราศีพิจิก ตามแบบ Sidereal (ขึ้นลงเวลาเดียวกัน)
เน้นคุณภาพมากกว่าจำนวน ซึ่งบางทีการเพิ่มราศีเข้าไป ที่ไม่ได้ให้คุณลักษณะเด่นมากมายนัก ก็ไม่จำเป็นสักทีเดียว
ความสำคัญของราศีในดาราศาสตร์

“ราศี” ในทางดาราศาสตร์ (astronomy) ไม่ได้เป็นระบบทำนายดวงชะตา แต่เป็นการจัดกลุ่มของกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่อยู่ตามแนวเส้นสุริยวิถี (ecliptic) ซึ่งเป็นแนวที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านเมื่อมองจากโลก นักดาราศาสตร์ใช้การแบ่งนี้เพื่อกำหนด โซนบนท้องฟ้า สำหรับการอ้างอิงตำแหน่งวัตถุท้องฟ้า เช่น ดาวฤกษ์ เนบิวลา หรือดาวเคราะห์น้อย เพื่อให้ง่ายต่อการระบุพิกัดและการติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุในจักรวาล ดังนั้น “ราศี” ในเชิงดาราศาสตร์จึงเป็นเหมือนแผนที่เชิงโครงสร้างของท้องฟ้า มากกว่าจะเป็นระบบความหมายเชิงบุคลิกหรือชะตาชีวิต

ในระบบดาราศาสตร์แบบกลุ่มดาวจริง (constellation-based zodiac) จะพบว่าเส้นสุริยวิถีตัดผ่านกลุ่มดาวทั้งหมด 13 กลุ่ม รวมถึง Ophiuchus หรือคนแบกงู ซึ่งทำให้ขนาดของแต่ละกลุ่มดาวไม่เท่ากัน และมีขอบเขตที่ไม่สม่ำเสมอ เพราะถูกกำหนดตามการสังเกตทางท้องฟ้าและประวัติศาสตร์การจัดแผนที่ดาว มากกว่าคณิตศาสตร์ที่แบ่งเท่ากัน ในทางกลับกัน โหราศาสตร์ตะวันตก เลือกใช้ระบบ 12 ราศี โดยแบ่งเส้นสุริยวิถีออกเป็นส่วนละ 30 องศาเท่ากันทั้งหมด เริ่มจากจุด Equinox (0° Aries) ซึ่งเป็นจุดอ้างอิงเชิงฤดูกาล ไม่ได้อ้างอิงตำแหน่งกลุ่มดาวจริงบนท้องฟ้า

ความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ “ฐานอ้างอิง” ของทั้งสองศาสตร์ ดาราศาสตร์ใช้ราศีเป็นระบบแบ่งท้องฟ้าเพื่อการวัดและสังเกตวัตถุจริง ส่วนโหราศาสตร์ใช้ราศีเป็นระบบเชิงสัญลักษณ์เพื่ออธิบายคุณภาพของพลังงานในเชิงประสบการณ์มนุษย์ แม้ทั้งสองระบบจะใช้คำว่า “ราศี” เหมือนกัน แต่ความหมายแตกต่างกันในระดับโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองศาสตร์ต่างใช้ “การแบ่งท้องฟ้า” เป็นเครื่องมือในการทำให้ความซับซ้อนของจักรวาลสามารถเข้าใจและอธิบายได้ในรูปแบบที่เป็นระบบเดียวกัน

  • ในดาราศาสตร์ มี 13 ราศี ขนาดแต่ละกลุ่มดาวไม่เท่ากัน
  • ในโหราศาสตร์ มี 12 ราศี แบ่งเท่ากัน 30° ทุกราศี

ราศี เหมือนกันทั้ง 2 ศาสตร์ตรงที่ว่ามันคือวิธีที่มนุษย์ใช้จัดระเบียบท้องฟ้า

ราศีในทางดาราศาสตร์
Aries
ความสำคัญ เป็นจุดกำเนิดของพิกัดบนท้องฟ้า เรียกว่า First Point of Aries ใช้เป็นค่าเริ่มต้นของระบบพิกัด เช่น RA/Dec (Right Ascension / Declination)
งานวิจัย ใช้ในการวัดการเคลื่อนที่ของโลก เช่น Axial Precession (การส่ายของแกนโลก) กล้องโทรทรรศน์อวกาศใช้จุดนี้เป็นจุดอ้างอิงในการเล็งเป้า
สรุป: ถ้าไม่มี Aries ระบบพิกัดดาราศาสตร์ จะไม่แม่นยำ
Taurus
ความสำคัญ เป็นแหล่งศึกษาวงจรชีวิตของดาว (เกิด → ตาย) และใช้ศึกษาด้วยรังสี X และแกมมา เพื่อเข้าใจดาวนิวตรอน พัลซาร์ (Neutrons & Pulsars)
งานวิจัย Pleiades ใช้ทดสอบแบบจำลองวิวัฒนาการดาว | Crab Nebula ซากซูเปอร์โนวาค้นพบในปี ค.ศ. 1054 โดยนักดาราศาสตร์จีน
สรุป: Taurus = ห้องทดลองการเกิดและการตายของดาว
Gemini
ความสำคัญ ใช้ศึกษากลไกระบบดาวหลายดวง (Multi-Star System) ดาวจำนวนมากในจักรวาล อยู่เป็นคู่หรือหลายดวง และใช้ศึกษาการแลกเปลี่ยนมวลระหว่างดาว (Stellar Mass Exchange)
งานวิจัย การค้นพบว่า Castor จริง ๆ แล้วเป็นระบบดาว 6 ดวง (Multi-Star System) เปรียบเหมือนระบบสุริยะซ้อนกันหลายชั้น
สรุป: Gemini ทำให้เข้าใจการก่อกำเนิดดาว ระบบดาวเคราะห์ในหลายดาว และความเสถียรของวงโคจร
Cancer
ความสำคัญ ใช้ศึกษา Open Cluster หรือดาวหลายสิบถึงหลายพันดวง ที่เกิดในเวลาใกล้เคียงกัน และอยู่ในบริเวณเดียวกัน
งานวิจัย Beehive Cluster หน้าตาเหมือนฝูงดาวกระจุกกัน สิ่งสำคัญคือ ดาวทั้งหมดเกิดจากก้อนก๊าซเดียวกัน ดังนั้นจึงอายุใกล้กันมากและมีองค์ประกอบเคมีคล้ายกัน
สรุป: Cancer เหมือนห้องทดลองควบคุมตัวแปรของดาว
Leo
ความสำคัญ ใช้ศึกษาการชนกันของกาแล็กซี และการกระจายของสสารมืด Dark Matter
งานวิจัย ศึกษาการชนกันของ Leo Triplet ซึ่งคือกลุ่มกาแล็กซี 3 แห่งที่อยู่ใกล้กันในอวกาศ ประกอบด้วยกาแล็กซี M65, M66, NGC 3628
สรุป: Leo เป็นเหมือนห้องทดลองของวิวัฒนาการกาแล็กซี
Virgo
ความสำคัญ เป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับจักรวาล (cosmology) เพราะมีกลุ่มกาแล็กซีขนาดใหญ่ (~1,500 กาแล็กซี) เรียกว่า Virgo Cluster
งานวิจัย นักดาราศาสตร์ใช้ Virgo Cluster เพื่อวัด Hubble Constant หรือระยะทางไปถึง Virgo Cluster และวัดความเร็วที่ถอยห่าง (redshift) เอามาเปรียบเทียบกัน ผลลัพธ์ = อัตราการขยายตัวของจักรวาล
สรุป: Virgo ทำให้เข้าใจโครงสร้างของจักรวาล
สรุปความสำคัญของราศีในดาราศาสตร์

การแบ่ง “ราศี” ในทางดาราศาสตร์สามารถมองเป็นการจัดพื้นที่บนท้องฟ้าเพื่อใช้งานต่างกัน ไม่ได้มีความหมายเชิงโหราศาสตร์ แต่เป็นการกำหนดโซนเพื่อการสังเกตและวิจัย โดยแต่ละกลุ่มดาวถูกนำไปใช้ต่างหน้าที่กันอย่างชัดเจน

ใช้เป็นระบบอ้างอิงท้องฟ้า (Sky Reference System) เช่น Aries, Pisces, Libra และ Capricornus เป็นโซนหลักบนแนวสุริยวิถีที่ใช้กำหนดพิกัดและตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า ทำหน้าที่เหมือนกรอบแผนที่สำหรับอ้างอิงในเชิงดาราศาสตร์

ใช้เป็นห้องทดลองกายภาพของดาว (Stellar Physics) เช่น Taurus, Gemini, Cancer, Scorpius และ Ophiuchus เป็นบริเวณที่มีดาวฤกษ์และเนบิวลาหนาแน่น ใช้ศึกษาการเกิดดาว วิวัฒนาการ และพลังงานภายในของดาวฤกษ์

ใช้สำรวจโครงสร้างจักรวาล (Cosmology & Galaxy Structure) เช่น Virgo, Sagittarius และ Leo เป็นพื้นที่ที่มีกาแล็กซีจำนวนมาก ใช้ศึกษาโครงสร้างขนาดใหญ่ของจักรวาล เช่น กระจุกกาแล็กซีและการกระจายตัวของสสาร

ใช้ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบ (Exoplanets & Planetary Science) เช่น Aquarius เป็นบริเวณที่มีการสังเกตการณ์หนาแน่นจากกล้องอวกาศ ใช้ในการค้นหาและวิเคราะห์ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะและระบบดาวใหม่ ๆ

ราศีในทางดาราศาสตร์
Libra
ความสำคัญ นักดาราศาสตร์ใช้โซนนี้เพื่อติดตามดาวหาง และวัตถุใกล้โลก (NEO) เพราะวัตถุเหล่านี้เคลื่อนตามแนวเดียวกับเส้นทางดาวเคราะห์
งานวิจัย โครงการสำรวจท้องฟ้า เช่น Pan-STARRS และ Catalina Sky Survey พบวัตถุประเภท Near-Earth Objects (NEOs) และ Asteroids ที่อาจเข้าใกล้โลก
สรุป: Libra สำคัญต่อการป้องกันโลกจากวัตถุพุ่งชนโลก
Scorpius
ความสำคัญ เป็นโซนใช้ดูดาวมวลใหญ่ใกล้ตาย เช่น Antares พวก Red Supergiant ดูการขยายตัวของดาว และการพ่นก๊าซออกสู่อวกาศ
งานวิจัย นักดาราศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์ศึกษา Antares โดยวัดขนาดจริงของดาว ดูการขยายตัวของชั้นบรรยากาศ ตรวจจับลมดาว (Stellar Wind) ทำให้ทราบว่าดาวมวลมากสูญเสียมวลเร็วมากก่อนระเบิด และเข้าใจขั้นตอนก่อนเกิดซูเปอร์โนวา
สรุป: Scorpius ใช้คาดการณ์การระเบิดของดาว (Supernova Prediction)
Ophiuchus
ความสำคัญ เป็นโซนใช้ดูดาวโบราณมาก มี Globular Clusters ดาวอายุมาก ~12 พันล้านปี นักวิจัยมักดูดาวยุคแรกของกาแล็กซี และการก่อตัวของทางช้างเผือก
งานวิจัย นักวิจัยถ่ายภาพดาว เช่น M9, M19 ใน Globular Clusters แบบละเอียด วัดอายุของดาวแต่ละดวง และวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี
สรุป: Ophiuchus ใช้สำรวจฟอสซิลของจักรวาล
Sagittarius
ความสำคัญ เป็นโซนที่มีการศึกษาบ่อยมากที่สุด เพราะเป็นศูนย์กลางกาแล็กซี (Galactic Center) มีหลุมดำยักษ์ Sagittarius A*
งานวิจัย งานวิจัยระดับรางวัลโนเบล ที่ติดตามดาวชื่อ S2 โคจรรอบ Sagittarius A* พบว่าดาวโคจรด้วยความเร็วหลายพัน km/s และวงโคจรเป็นวงรีรอบจุดที่มองไม่เห็น ยาน Voyager 2 ใช้แรงเหวี่ยงจากดาวเคราะห์ (slingshot) เดินทางออกจากระบบสุริยะไปทิศทางของ Sagittarius
สรุป: Sagittarius = หัวใจของทางช้างเผือก
Capricornus
ความสำคัญ ใช้นำทางยานอวกาศ โดยคำนวณวงโคจรดาวเคราะห์ ทำตารางตำแหน่งดาว (ephemeris) ใช้จริงกับการส่งยานอวกาศ และการคำนวณตำแหน่งดาวล่วงหน้า
งานวิจัย NASA และหน่วยงานอวกาศใช้ตำแหน่งดาวในกลุ่มราศี เช่น Capricornus เพื่อ calibrate กล้องของยาน และตรวจสอบทิศทางการหันของยาน (Pointing Attitude Control)
สรุป: Capricornus เป็น GPS ของอวกาศ
Aquarius
ความสำคัญ ใช้หาดาวเคราะห์นอกระบบ (Exoplanets) โดยใช้วิธี transit ดูแสงดาวที่หรี่ลง เมื่อมีดาวเคราะห์ผ่านหน้า นักวิจัยมักดูขนาดดาวเคราะห์ และบรรยากาศของดาว
งานวิจัย ในทิศของ Aquarius มีระบบดาวเด่นมากคือ TRAPPIST-1 ตรวจพบดาวเคราะห์อย่างน้อย 7 ดวง ซึ่งขนาดใกล้โลกหลายดวง บางดวงอยู่ใน Habitable Zone (เขตที่อาจมีน้ำ) เป็นหนึ่งในเป้าหมายค้นหาโลกใบที่ 2
สรุป: Aquarius เป็นโซนใช้ค้นหาโลกคล้ายโลกเรา
Pisces
ความสำคัญ เป็นโซนใช้วัดเวลาของโลกในระยะยาว เพราะเป็นจุดเกี่ยวกับตำแหน่ง Equinox ใช้วัดการส่ายของแกนโลก (Axial Precession)
งานวิจัย นักวิทยาศาสตร์ใช้บริเวณ Pisces เป็นส่วนหนึ่งของการทำแผนที่การกระจายของกาแล็กซี และโครงข่ายจักรวาล (Cosmic Web) นักวิจัยพบว่าแกนโลกหมุนครบวงหนึ่งเต็ม ๆ ที่ 26,000 ปี
สรุป: Pisces = นาฬิกาเวลาระดับโลก และจักรวาล
>> BACK