
ในฐานะผู้สอนโหราศาสตร์ มักได้ยินคนพูดประโยคนี้บ่อย หลายคนที่บอกว่าไม่เชื่อ จริง ๆ แล้วอาจแค่เคยเจอการทำนายผิวเผิน เช่น ดวงอาทิตย์ในราศีนั้นแล้วสรุปทั้งชีวิตหรือโทษดาวนั่นนี่เวลาอะไรพัง ซึ่งนั่นไม่ใช่โหราศาสตร์เชิงลึก แต่คือ pop astrology
สิ่งที่สังเกตเห็นเสมอคือ การไม่เชื่อ ไม่ได้มาจากเหตุผล แต่มาจากการไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง และจุดเปลี่ยนมักเกิดขึ้นตอนที่ผู้นั้นเข้าใจวัฏจักรชีวิตที่ตัวเองกำลังเผชิญ และโหราศาสตร์หยุดทำนายเหตุการณ์ แล้วเริ่มอธิบายความหมายแทน
ไม่เชื่อ vs. ไม่สนใจ
ไม่เชื่อ กับ ไม่สนใจ ดูคล้ายกันภายนอก แต่ในระดับจิตวิทยาและสมอง ทั้งสองแตกต่างกันคนละกระบวนการ
คนไม่เชื่อ มีพลังงาน มีจุดยืน มีการประเมินแล้วปฏิเสธ และ สนใจพอที่จะเอาเวลามาตัดสิน มักเกิดจาก การปกป้องอัตลักษณ์ ความกลัวเสียความควบคุม ประสบการณ์เชิงลบ การยึดมั่นในกรอบเหตุผลแบบใดแบบหนึ่ง คนที่ไม่เชื่อ จะอยู่ใกล้การเปลี่ยนแปลงมากกว่า เพราะอย่างน้อยเขากำลัง engage
คนไม่สนใจ ไม่มีแรงต้าน ไม่มีแรงสนับสนุน แค่ไม่ให้ความสำคัญ มักเกิดจาก ผู้นั้นยังไม่เห็นบทเกี่ยวข้องต่อชีวิต ยังไม่เห็นคุณค่าเชิงประโยชน์ และไม่มี emotional trigger
กระบวนการไม่เชื่อ -> เชื่อ ในโหราศาสตร์
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า คนไม่ได้ไม่เชื่อโหราศาสตร์ แต่คนเพียงต้องการปกป้องตัวตนของเขาเอง ซึ่งการไม่เชื่อ คือกลไกป้องกัน (psychological defense) ไม่ใช่ข้อสรุปทางเหตุผล โดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านมีหลายชั้นมาก และไม่ได้เกิดแล้วเห็นผลทันที ต้องใช้เวลา
ระยะที่ 1 Ego Protection
คนที่บอกว่าไม่เชื่อ มักมีแรงจูงใจลึก ๆ เช่น กลัวถูกมองว่าไม่ rational ไม่อยากถูกจัดอยู่ในประเภทงมงาย หรืออาจเคยเจอการทำนายผิวเผินจนรู้สึกว่าไร้สาระ ที่จริงแล้ว คนเหล่านั้นไม่ได้ปฏิเสธโหราศาสตร์ แต่เขาปฏิเสธภาพจำของโหราศาสตร์ ในจุดนี้ การเถียงจะยิ่งทำให้กำแพงหนาขึ้น เพราะรู้สึกว่าอีโก้ของตนถูกคุกคาม
ในทาง neuroscience สมองส่วน prefrontal cortex ทำการประเมินเหตุผล เมื่อมีข้อมูลใหม่ที่ขัดกับระบบเหตุผลเดิม amygdala จะถูกกระตุ้นเหมือนเจอภัยคุกคาม ดังนั้นการพูดว่าไม่เชื่อ คือกลไกป้องกันความไม่มั่นคงทางปัญญา
ไม่ใช่การตัดสินอย่างเป็นกลาง
ระยะที่ 2 Cognitive Dissonance
จุดเปลี่ยนแรกของคนที่ไม่เชื่อมักเกิดขึ้นเมื่อผู้นั้นได้ยินบางอย่างที่แม่นเกินไป เช่น วัฏจักรชีวิตที่ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน สมองจะเกิดความขัดแย้ง เรียกว่า cognitive dissonance ในแบบที่ว่าไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่อธิบายตัวผู้นั้นได้ จนทำให้เกิดแรงตึงเครียดภายใน จึงเริ่มเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ แต่ก็ยังพยายามหาเหตุผลมาขัดแย้ง
ในทาง neuroscience เมื่อมีข้อมูลที่แม่นเกินไป สมองส่วน anterior cingulate cortex (ACC) จะตรวจจับความขัดแย้ง แล้วส่งสัญญาณไม่สบายใจทางระบบประสาท เนื่องจากสมองเกลียดความไม่สอดคล้อง จึงพยายามลดความตึงเครียดด้วยการปฏิเสธข้อมูลใหม่ เป็นต้น
ระยะที่ 3 Pattern Recognition
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เมื่อเห็นเหตุการณ์เกิดซ้ำหรือเชื่อมโยงกัน เราจะพยายามจัดมันเป็น pattern เพื่อสร้างเรื่องราวและความหมายให้โลกดูเข้าใจง่ายและควบคุมได้มากขึ้น เช่นการพยากรณ์อากาศ เป็นต้น เมื่อเราเริ่มเห็นว่า เหตุการณ์ชีวิตมีวัฏจักรของมัน บทเรียนซ้ำ ๆ มีที่มาที่ไป โหราศาสตร์จึงไม่ถูกมองเป็นความเชื่ออีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบอธิบายความซับซ้อน ซึ่งเป็นจุดที่ ความระแวงสงสัย เริ่มกลายเป็นความอยากรู้อยากเห็น
ในทาง neuroscience เมื่อสมองพบรูปแบบที่อธิบายความสับสนได้ Dopamine จะทำงาน คนเราจะคลายกังวลและเริ่มเจอความสุขหรือความหมายนั่นเอง
ระยะที่ 4 Identity Softening
จากตอนแรกที่ผู้นั้นพูดว่า ฉันไม่เชื่อ จะเปลี่ยนเป็น ฉันไม่แน่ใจ แทน ซึ่งคือการคลายตัวของอีโก้นั่นเอง การเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ไม่ได้เกิดจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความปลอดภัยทางอารมณ์ด้วย ถ้าผู้นั้นรู้สึกว่า ไม่ถูกตัดสิน ไม่ถูกบังคับให้เชื่อ ได้สำรวจด้วยตัวเอง ระบบป้องกันตนจะค่อย ๆ ลดลง
สรุปแล้ว สมองเปิดรับโหราศาสตร์เมื่อ สมองรู้สึกปลอดภัย ได้ประสบการณ์ตรง พบแบบแผนที่สร้างความหมาย และไม่ถูกบังคับให้ละทิ้งตัวตนเดิม
ระยะที่ 5 Experiential Validation
ธรรมชาติของมนุษย์เชื่อสิ่งที่ประสบเอง มากกว่าสิ่งที่ใครบอก เมื่อผู้นั้นเริ่มสังเกตดาว transit สัมพันธ์กับอารมณ์ตนเอง หรือเห็นจังหวะชีวิตสอดคล้องกับวัฏจักร โหราศาสตร์จะย้ายจากความคิด ไปเป็นประสบการณ์
นักโหราศาสตร์ที่ดีนั้น ไม่พยายามเปลี่ยนความเชื่อของคน แต่จะให้ผู้นั้นสร้างประสบการณ์ที่ทำให้สะท้อนตัวเขาเอง ความหวาดระแวงของผู้ที่ไม่เชื่อ ไม่ได้เป็นศัตรู แต่พวกเขาคือกลุ่มคนที่ต้องการความลึกมากกว่าคนทั่วไป
ระยะที่ 6 Meaning Integration
ในฐานะผู้สอนโหราศาสตร์ จุดประสงค์หลักคือต้องการให้ศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือ หรือ framework แทนความเชื่อเพียว ๆ นักโหราศาสตร์หรือผู้สอนจะมีความภูมิใจมากกว่าเมื่อผู้นั้นบอกว่า โหราศาสตร์ช่วยให้เข้าใจตัวเอง เพราะนี่คือจุดที่ความเชื่อกลายเป็นความจริงตามธรรมชาติ
ความจริงที่ไม่งมงาย คือการแยกแยะออกระหว่างสิ่งที่มีเหตุผล กับสิ่งที่ไม่มีเหตุผล สิ่งที่เป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้